ในหลายครั้งอาหารแช่แข็งมักถูกมองด้วยภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพสักเท่าไร ฉันเคยอ่านพบว่ามีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายอยู่ในอาหารแช่แข็ง เช่น เนื้อสัตว์บดที่เป็นแหล่งพบเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) และแซลโมเนลลา (Salmonella) เป็นสาเหตุให้เกิดอาหารเป็นพิษกันอยู่บ่อยครั้ง หากอุ่นซ้ำด้วยความร้อนที่ไม่เพียงพอ พอได้อ่านแล้ว ก็พานทำให้ฉันนึกถึงประสบการณ์เมื่อครั้งที่ต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะซาลาเปาแช่แข็งที่อุ่นด้วยไมโครเวฟเกิดทำพิษขึ้นมา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย เราจึงควรอุ่นอาหารทุกครั้งด้วยความร้อนที่เพียงพอที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ (เช่น ความร้อนสำหรับเนื้อสัตว์จะอยู่ที่ประมาณ 70 องศาเซลเซียส หรือใช้เวลาประกอบอาหารด้วยความร้อนประมาณ 3-5 นาที)อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอาหารแช่แข็งบางประเภทที่ไม่สามารถนำมาอุ่นก่อนกินได้ เช่นผักผลไม้แช่แข็งที่เรานิยมนำมาปั่นเป็นเครื่องดื่ม ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA จึงได้ทำการทดสอบหาแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดการเจ็บป่วยในผักผลไม้แช่แข็งทั้งหมด 8 ประเภท อันได้แก่ อะโวคาโด, เบอร์รี, ข้าวโพด, มะม่วง, พีช, สับปะรด, ผักโขม และผลไม้รวม โดยสำรวจจากแบรนด์ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ มากกว่า 300 รายการ แต่ผลการทดสอบกลับพบว่า ในผลิตภัณฑ์แช่แข็งที่นำมาตรวจสอบทั้งหมดไม่พบเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างอีโคไลและแซลโมเนลลานอกเหนือจากเรื่องชวนโล่งใจที่กล่าวไป ผักผลไม้แช่แข็งเองก็มีข้อดีในแง่ของโภชนาการด้วยเช่นกัน เพราะในบางกรณี ผักผลไม้แช่แข็งอาจคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้นานกว่าผลไม้และผักสด ที่อาจสูญเสียวิตามินด้วยระยะเวลาในการขนส่งจากฟาร์มไปสู่ตลาดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยซ้ำไปส่วนใหญ่แล้ว ผลไม้ที่จะนำมาแช่แข็งมักจะถูกเลือกเก็บเกี่ยวตอนที่มันสุกงอมอย่างเต็มที่ ก่อนจะนำมาแช่แข็งอย่างรวดเร็วและบรรจุด้วยไนโตรเจน ซึ่งจะช่วยรักษาสารอาหารที่ย่อยสลายได้ด้วยปฏิกิริยาออกซิเดชันเช่นเดียวกับผักสดบางชนิด เช่น ผักใบเขียว ที่จะถูกเก็บเมื่อสุกเต็มที่และนำไปแช่แข็งเช่นกัน
แต่กระบวนการของผักผลไม้แช่แข็งจะแตกต่างจากผลไม้สดก็ตรงที่ ผักจะถูกลวกก่อนนำไปแช่แข็ง โดยจะต้องสัมผัสกับอุณหภูมิน้ำร้อนระหว่าง 32-35 องศาเซลเซียส โดยการลวกจะทำให้ผักมีสีเขียวน่ากิน และทำลายเอ็นไซม์ที่ทำให้ผักเกิดการเปลี่ยนสีและสูญเสียรสชาติ นอกจากนี้การลวกยังเปลี่ยนโครงสร้างของเส้นใยของผัก ทำให้นุ่มและเคี้ยวได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้สูญเสียวิตามินซีซึ่งไวต่อความร้อนได้ถึง 50%
ข่าวดีก็คือ ผักที่ตั้งใจจะแช่แข็งมักจะถูกเก็บเกี่ยวเมื่อมันสุกเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า เป็นช่วงที่มันมีสารอาหารหนาแน่นมากที่สุด เมื่อเทียบกับผลิตผลที่ตั้งใจจะขายสดซึ่งถูกเก็บเกี่ยวเร็วกว่า ทำให้มีสารอาหารหนาแน่นน้อยกว่า เพื่อแลกกับการมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผักแช่แข็งได้เปรียบทางโภชนาการ ซึ่งจะช่วยชดเชยการสูญเสียสารอาหารในระหว่างการลวก และยังให้คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า เมื่อเทียบกับผักผลไม้สดที่ถูกเก็บเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
นอกจากการเก็บสารอาหารไว้ได้นานแล้ว ผักผลไม้แช่แข็งก็ยังทำให้เราได้เอร็ดอร่อยกับผักผลไม้นอกฤดูกาล หรือผักผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้ แถมยังช่วยยืดอายุของมันไว้ จึงลดปัญหาขยะอาหารจากผักผลไม้ที่เน่าเสียคาตู้เย็นอีกด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรหลีกเลี่ยงผักผลไม้สด แล้วหาอาหารแช่แข็งมากินทดแทนเสมอไป
ฉันยังคงเชื่อในการกินอาหารให้หลากหลายประเภทเพื่อสุขภาพที่ดี
แม้ว่าวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอาจจะทำให้เทคโนโลยีอย่างผักผลไม้แช่แข็งเข้ามามีบทบาทกับผู้คนที่ใช้เวลาอย่างเร่งรีบมากขึ้นก็ตาม แต่การได้กินผลิตผลสดใหม่ ก็ยังคงทำให้เราได้ทั้งคุณค่าทางอาหาร และรสชาติหวานกรอบอร่อยที่ดีต่อใจ
จะเป็นผักผลไม้สดหรือแช่แข็ง ฉันว่าทั้งคู่ต่างก็ช่วยให้เราทุกคนได้มีสุขภาพกายและใจที่ดีไม่แพ้กัน
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง
Call: 063-867-1661
Line Official: @thebigptrading
Facebook: เดอะบิ๊กพีเทรดดิ้งผลไม้แช่แข็ง
Email: phuwakijtrading@gmail.com
แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เดอะบิ๊กพี มีวัตถุดิบดีๆให้คุณ ! นึกถึงผักผลไม้แช่แข็ง นึกถึงเดอะบิ๊กพีเทรดดิ้ง


